วิธีการคัดเลือกหุ้นแบบพอเพียง..ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้

แชร์บทความนี้
Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedInEmail this to someonePrint this page

ขอแนะนำวิธีการคัดเลือกหุ้นที่คนทั่วไปสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ ซื้อหุ้นแล้วมีโอกาสได้กำไรมากกว่าขาดทุน คุณไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์กิจการเชิงลึกหรือคาดเดาภาวะเศรษฐกิจได้อย่างแม่นยำ ขอแค่มีใจรักที่จะค้นคว้าหาข้อมูลและมีเวลาอ่านบทความนิดหน่อยก็พอแล้ว หัวใจสำคัญคือ เราจะโฟกัสไปที่เฉพาะข้อมูลสำคัญๆที่มีผลต่อการขึ้นหรือลงของราคาหุ้นเท่านั้น เพื่อทำให้การตัดสินใจซื้อขายหุ้นของเราเรียบง่ายแต่ได้ผล

สมมุติคุณกำลังคิดจะซื้อหุ้นซักตัวหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะวิเคราะห์ยังไง ซื้อแล้วมันจะขึ้นหรือลง ถ้ามันขึ้นไปเรื่อยๆเราจะขายตอนไหน ในทางกลับกันถ้าเกิดซื้อแล้วราคามันกลับลงไปเรื่อยๆล่ะ เราจะจะขายดีหรือไม่ มีหลักเกณฑ์หรือแนวคิดอะไรบ้างที่ไม่ซับซ้อนมากและพอจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ ผมได้รวบรวมวิธีการต่างๆที่คิดว่าสำคัญ และพยายามถ่ายทอดให้ดูเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนคุณจะเลือกซื้อหุ้นซักตัวขอให้ลองอ่านข้อปฏิบัติตามขั้นตอนข้างล่างต่อไปนี้ครับ

1) นำรายชื่อหุ้นที่เราสนใจไป search ดูข้อมูลที่เว็บ www.set.or.th และดูข้อมูลใน section ของ “งบการเงิน/ผลประกอบการ” ซึ่งจะมีข้อมูลทางการเงินย่อๆของหุ้นตัวนั้นๆ ย้อนหลัง 5 ปี ให้เราสนใจตรง รายได้รวม, กำไรสุทธิ, กำไรสุทธิต่อหุ้น ตัวเลขของแต่ละปีรายได้ควรจะเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนกำไรควรจะโตขึ้นจากปีก่อนอย่างน้อยซัก 15-20% ขึ้นไปถึงจะน่าสนใจ ยิ่งโตเยอะและสม่ำเสมอยิ่งดี อาจจะมีบางปีโตน้อยบางปีโตเยอะไม่เป็นไร ดูภาพรวมแบบเฉลี่ยๆได้ (หุ้นบางตัวถ้าเพิ่งเข้าตลาดก็อาจจะไม่มีข้อมูลย้อนหลังมากนัก) ถ้าสนใจเงินปันผลให้ดูตรง “อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน” ด้วย ควรจะได้ซัก 4-5% ต่อไปขึ้นไป แต่ถ้าไม่สนใจเงินปันผลนักก็ไม่ต้องดูตรงนี้ก็ได้ครับ ซึ่งบทความนี้จะไม่เน้นการถือหุ้นเพื่อกินปันผลนะครับ จะเน้นการหาซื้อหุ้นเพื่อขายทำกำไรมากกว่า (ถ้าไม่สามารถหาหุ้นที่กำไรโตหลายๆปีติดกันได้ไม่เป็นไรอาจจะพออนุโลมได้ว่าให้พยายามหาหุ้นที่กำไรในไตรมาสถัดไปมีแนวโน้มที่ดีกว่าเดิมก็พอ เดี๋ยวจะค่อยๆบอกวิธีในข้อถัดไปครับ)

2) เช็คค่า P/E ไม่ควรมากกว่าอัตราการเติบโตของกำไรในแต่ละปี เช่นถ้าปกติกำไรโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 20% ต่อเนื่องมาซัก 3-5 ปี ค่า P/E ก็ไม่ควรเกิน 20 เท่าไปมากนัก (ถ้าวัดเป็น PEG จะเท่ากับ 1) ยิ่งค่าน้อยกว่านี้ยิ่งดี แต่ในทางปฏิบัติยามที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงจะหาหุ้น P/E ต่ำๆยากมาก อาจจะพออนุโลมให้ค่า P/E สูงกว่านิดหน่อยได้ หรือว่าวัดเป็น PEG อย่างมากสุดก็ไม่ควรเกิน 1.5 เท่า (ถ้าใครสงสัยว่า PEG คืออะไรอ่านได้ที่บทความ ตรวจสอบค่า PEG ของหุ้น ครับ แต่ให้จำไว้ว่าค่ายิ่งต่ำก็จะยิ่งมี margin of safety สูงขึ้นครับ

3) ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “ข่าว” ของหุ้นตัวนั้นๆ ในเว็บ set.or.th ดูว่าที่ผ่านมามีเหตุการณ์อะไรที่สำคัญเกิดขึ้นกับบริษัทบ้าง และลองดูข่าวประกาศงบการเงินแต่ละไตรมาสอย่างน้อยซัก 4 ไตรมาสย้อนหลังจนถึงปัจจุบันเพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามีกำไรเติบโตหรือว่าขาดทุนเป็นอย่างไร มีไตรมาสไหนที่เป็น low season ของธุรกิจหรือไม่ ดูว่าที่มาของกำไร (หรือขาดทุน) มาจากสาเหตุใดบ้าง การทำเช่นนี้จะทำให้เรารู้จักประวัติและที่มาที่ไปของหุ้นที่เราสนใจมากขึ้น รูปตัวอย่างข้างล่างนี้แสดงหน้า "ข่าว" ของหุ้น TKN ครับ

news4) ให้คลิ๊กดูหัวข้อ “ผู้ถือหุ้นใหญ่” ในเว็บ set.or.th ถ้าเจอหุ้นที่ยังไม่มีกองทุนหรือสถาบันการเงินถือเลย หรือว่ามีถือบ้างแต่จำนวนยังไม่มากนัก ก็จัดว่าน่าสนใจ แต่ถ้ามีรายชื่อกองทุนหรือสถาบันการเงินเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หลายเจ้าเกินไป หุ้นอาจจะขึ้นยาก เราควรจะค้นหาหุ้นดีที่ยังไม่มีใครสนใจมากนักจะดีกว่าการไปตามซื้อหลังกองทุนครับ แต่ถ้าคุณเห็นผู้บริหารของบริษัทถือหุ้นอยู่เยอะอันนี้จะน่าสนใจ รูปตัวอย่างข้างล่างนี้แสดงหน้าข้อมูล "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่" ของหุ้น TKN ครับ (ไม่ได้เชียร์ซื้อหุ้นตัวนี้นะครับ แค่นำมาแสดงเป็นตัวอย่างเฉยๆว่าหน้าผู้ถือหุ้นมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง)

shareholder5) ไปที่เว็บ www.settrade.com ค้นหาชื่อหุ้นที่เราสนใจ คลิ๊กที่ “IAA Consensus” คลิ๊ก “ดูบทวิเคราะห์/วิจัย” เพื่อที่จะค้นหาบทวิเคราะห์ของหุ้นที่เราสนใจ โดยบทวิเคราะห์เหล่านี้จัดทำโดย broker หลายๆสำนักความยาวไม่มากนัก (มักจะอ่านจบภายในไม่เกิน 10 นาที) ถ้าเป็นหุ้นที่มีคนสนใจเยอะ ก็จะมีคนตามวิเคราะห์เยอะหน่อย แนะนำให้อ่านของหลายๆสำนักเปรียบเทียบกัน สิ่งที่ควรสนใจในบทวิเคราะห์คือให้ดูว่ามีการคาดการณ์กำไรในไตรมาสถัดๆไป รวมถึงกำไรทั้งปีนี้ หรือ อาจคาดการณ์ถึงปีต่อไปด้วย ว่าเป็นอย่างไร ถ้ารายได้และกำไร มีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมากๆก็ถือว่าน่าสนใจ หรืออัตราการเติบโตของกำไรโตสูงกว่าค่า P/E ด้วยก็ยิ่งดี ดูว่าบริษัทมีแผนงานอะไรใหม่ๆที่จะสร้างรายได้ในไตรมาสถัดๆไปในอนาคตด้วยหรือไม่ หรือคุณอาจจะสอบถามข้อมูลเหล่านี้จากโบร๊คเกอร์ของคุณก็ได้ รูปตัวอย่างข้างล่างแสดงหน้า "บทวิเคราะห์วิจัย" ครับ

research
สำหรับคนที่เล่นสั้นหรือเล่นรอบเพื่อเก็งงบรายไตรมาส ก็อาจจะหาหุ้นที่มีบทวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาสที่จะถึงนั้นมีแนวโน้มที่ดีกว่าเดิม (เทียบแบบ YOY หรือ Year-over-Year คือ ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา) ตัวอย่างเช่น ถ้าเราหวังเก็งกำไรหุ้นตัวหนึ่งในช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 ถ้ามีข่าวหรือบทวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรไตรมาส 2/2559 ของหุ้นตัวนั้นจะเติบโตมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งก็คือไตรมาส 2/2558 ซัก 20% ขึ้นไปอย่างงี้น่าสนใจ (ยิ่งถ้าโตเป็น 100% ยิ่งดี) หรือ หุ้นตัวหนึ่งที่เราสนใจมีงบไตรมาส 2/2558 เป็นขาดทุนแต่มีการคาดการณ์ว่าในไตรมาส 2/2559 จะพลิกกลับมามีกำไรมหาศาล ถ้าเป็นอย่างงี้ก็ยิ่งน่าสนใจมาก (สำหรับคนที่คิดจะเล่นหุ้น turn around) แต่คุณควรซื้อหุ้นตั้งแต่บทวิเคราะห์หรือข่าวดีออกมาช่วงวันแรกๆ และอาจจะขายก่อนวันประกาศงบ (ถ้าไม่อยากเผชิญความเสี่ยงที่ว่างบอาจออกมาไม่ตรงตามที่บทวิเคราะห์คาด) หรืออาจขายหลังประกาศงบก็ได้ถ้ามั่นใจว่างบจะออกมาดีจริงๆ ซึ่งการจะตัดสินใจเรื่องพวกนี้ได้อาจต้องอาศัยประสบการณ์พอสมควร แต่ถึงแม้จะเก็งกำไรระยะสั้น ก็ควรจะหาหุ้นที่มีแน้วโน้มกำไรในระยะยาวดีด้วยจะปลอดภัยมากกว่า เพราะเคยมีเคสที่ว่าหุ้นบางตัวกำไรไตรมาสหนึ่งดี แต่ไตรมาสที่เหลือขาดทุน ทำให้ทั้งปีนั้นกลายเป็นขาดทุน หรือกำไรลดลงจากปีก่อน อย่างงี้ก็ยากที่หุ้นจะราคาขึ้นไม่ว่าจะระยะสั้นหรือยาว ฉะนั้นถ้าเราหาหุ้นที่มีแนวโน้มว่างบทั้งปีจะมีกำไรเติบโตจากปีก่อนเราก็จะลดความเสี่ยงลงไปได้มากไม่ว่าคุณคิดจะถึอหุ้นแค่ 1 เดือนหรือ 1 ปี

6) เปิดโปรแกรมดูกราฟเพื่อเช็คเทรนว่าหุ้นเป็นขาขึ้นหรือไม่ ซื้อหุ้นควรซื้อตอนขาขึ้นหรือมีสัญญาณที่ชี้ว่าขาลงน่าจะสิ้นสุดแล้ว (ถ้าไซด์เวย์ยังพอไหวแต่ซื้อแล้วอาจต้องรอหน่อย) ถ้าหุ้นยังเป็นขาลงไม่ควรซื้อเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าเราพอจะรู้ข่าวว่าในอนาคตหุ้นตัวนั้นจะทำกำไรเติบโตมหาศาลและเราสามารถถือรอได้ วิธีดูกราฟว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลงผมเคยเขียนไว้แล้วที่บทความ การใช้ Trend Line นะครับ ถ้าใครจำไม่ได้หรือไม่รู้ว่าดูยังไงก็ลองไปอ่านดูครับ หรือใครที่รู้วิธีใช้เครื่องมือทาง technical อื่นๆ ในการดูแนวโน้มของเทรนก็สามารถใช้ได้ จุดสำคัญของข้อนี้คือการใช้วิธีวิเคราะห์ทางเทคนิคร่วมกับปัจจัยพื้นฐานเพื่อที่จะช่วยกรองหุ้นอีกชั้นหนึ่ง และการซื้อหุ้นที่ indicator บอกว่าเป็นขาขึ้นอยู่ย่อมทำให้โอกาสกำไรมีมากกว่าหุ้นที่เป็นขาลงอยู่แน่นอน ที่สำคัญบ่อยครั้งกราฟราคาก็ได้รวมทุกสิ่งและผลกระทบจากข่าวต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว รูปข้างล่างแสดงตัวอย่างกราฟราคาของหุ้นที่ยังมี pattern เป็นขาลงอยู่และดูไม่น่าเข้าไปซื้อเท่าไหร่นัก

down7) ถ้าคุณเป็นนักเก็งกำไรหรือนักลงทุนระยะสั้นควรจะตั้ง stop loss ไว้เสมอ (ซึ่งคุณอาจซื้อตอนที่หุ้นมีราคาย่อตัว อยู่ใกล้แนวรับ หรือใช้สัญญาณทางเทคนิคอื่นๆเพื่อช่วยหาจังหวะซื้อที่คุณคิดว่าเหมาะสมดีแล้ว)  คุณอาจจะตั้งกฏว่าถ้าซื้อหุ้นไปแล้วราคามันลงเกิน 7% คุณจะยอมขายทิ้งทันที ปกติแล้วถ้าหุ้นตัวนั้นเป็นขาขึ้น โอกาสที่ซื้อแล้วลงทันที 7% มันก็ไม่ง่ายนัก ถ้ามันลงมาถึงก็แสดงว่าคุณอาจวิเคราะห์ผิด ตลาดหุ้นช่วงนั้นอาจจะผันผวน ปรับฐาน หรือกำลังเป็นขาลงก็อยู่เป็นได้ ก็อาจจะเป็นการดีที่เราจะถอนตัวออกจากตลาดและรักษาเงินส่วนใหญ่ของเราไว้ก่อน แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวและมั่นใจว่ากำไรของกิจการจะเติบโตอย่างมากและวิเคราะห์แล้วว่ากิจการจะไปได้ดีในระยะยาวจึงไม่สนใจความผันผวนในระยะสั้น คุณก็อาจไม่จำเป็นต้อง stop loss หรือคุณอาจจะซื้อเพิ่มอีกด้วยซ้ำเพราะได้หุ้นที่ราคาถูกลง เพียงแต่คุณต้องแน่ใจว่าเงินที่นำมาลงทุนนี้เป็นเงินเย็นและคุณคิดว่าคุณมีนิสัยทนความผันผวนได้ จากประสบการณ์ผมคิดว่าคนที่เลือกหุ้นได้ถูกต้องและถือยาวจนได้กำไรมักจะเป็นผู้ที่อยู่ในตลาดมานานพอสมควรและมีความรู้เรื่องหุ้นเป็นอย่างดี

8) ถ้าเราโชคดี (หรือวิเคราะห์มาดี) ซื้อหุ้นแล้วหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ เราอาจจะเลื่อนการ stop loss ขึ้นไปได้ (หรือเรียกว่า trailing stop) เช่นคุณซื้อหุ้นที่ราคาหุ้นละ 50 บาทหุ้นเกิดขึ้นไป 100% ถึงราคา 100 บาท แต่วันดีคืนดีหุ้นตกลงมาเหลือ 93 บาท (ตก 7%) ในกรณีนี้คุณอาจจะตั้ง stop loss ไว้ว่า ถ้าเกิดหุ้นตกลงมาจากจุดสูงสุด 7% คุณจะขายทำกำไรทันที (ทั้งหมดหรือบางส่วน) เพื่อรักษากำไรคุณไว้ หรือ คุณอาจจะตั้ง stop loss ไว้ 10% ก็ได้ครับ ต้องคอยตามดูข่าวคราวและบทวิเคราะห์ของกิจการอย่างต่อเนื่องด้วย ถ้าเกิดบริษัทมีแน้วโน้มว่ากำไรจะทรงๆ หรือโตน้อยลงก็อาจจะพิจารณาขายหุ้นทั้งหมดแล้วไปซื้อตัวอื่นที่ดีกว่า (เว้นเสียแต่ว่าคุณอาจถือหุ้นเพื่อรับเงินปันผลที่ยังดีอยู่ หรือมีความเชื่อมั่นในกิจการระยะยาวซึ่งคุณได้วิเคราะห์แล้วอย่างดีจึงไม่สนใจความผันผวนในระยะสั้นและยังไม่พบหุ้นตัวอื่นที่ดีกว่า)

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการที่ผมอยากให้ลองนำไปใช้หรือประยุกต์ดู  คุณอาจจะนำเอาบางข้อไปดัดแปลงให้เข้ากับลักษณะนิสัยการเทรดของคุณก็ได้ สังเกตว่านักลงทุนระยะยาวกับระยะสั้นจะใช้วิธีตัดสินใจแตกต่างกันบ้าง นักลงทุนระยะสั้นมักจะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ทำกำไรเป็นรอบๆ ก็อาจจะไม่สามารถกินคำใหญ่ๆได้ ส่วนนักลงทุนระยะยาวจะได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยแต่ว่าก็อาจจะต้องทนกับแรงเหวี่ยงขึ้นลงของราคาหุ้นเยอะหน่อยแต่ถ้าเลือกหุ้นถูกตัวก็กำไรคุ้มค่าแน่นอน

ก่อนจบบทความขอทิ้งทายอีกนิดเรื่องการ stop loss สำหรับนักลงทุนระยะสั้นหรือนักเก็งกำไร เรื่องเปอร์เซ็นต์ในการตั้ง stop loss จริงๆไม่มีหลักตายตัว บางคน stop  loss ที่ 5% หรือ 10% ก็มี (แต่ผมคิดว่า 7% กำลังดีหรือเราอาจจะดูลักษณะการเหวี่ยงของราคาในหุ้นที่เราจะเข้าไปเล่นว่าเป็นอย่างไรแล้วค่อยกำหนดเปอร์เซ็นต์ stop loss ที่เหมาะสม) เพียงแต่ว่าอย่าตั้ง stop loss ที่เปอร์เซ็นน้อยเกินไป ถ้าคุณเป็นคนประเภทที่ทนเห็นราคาหุ้นลงไป 20-50% ไม่ได้ ไม่ชอบการรอคอย หรือว่าเงินที่นำมาเล่นไม่ใช่เงินเย็น ผมว่าคุณก็ควรกำหนดจุด stop loss ไว้ดีกว่า (บางคนกำหนดจุด stop loss โดยใช้สัญญาณทางเทคนิค เช่น เมื่อราคาหลุดแนวรับ ทำ lower low หรือหลุดเส้นค่าเฉลี่ยก็มี) ส่วนนักลงทุนระยะยาวที่มั่นใจในหุ้นของตนเอง เวลาที่หุ้นลงก็อาจจะซื้อเพิ่มโดยไม่สนใจว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง (ฟังดูวิธีการอาจจะดูขัดๆ กับนักเก็งกำไร) จากประสบการณ์ต่อให้เป็นหุ้นดีแค่ไหนถ้าซื้อเพิ่มตอนหุ้นเป็นขาลงอยู่ก็มักจะต้องทนติดหุ้นไปพักนึงก่อนครับ แต่ถ้าคุณรู้จริงในหุ้นที่คุณถือและอดทนรอได้ ถือรอแล้วไม่เครียดคุณก็เหมาะสมที่จะถือยาวครับ วิธีที่จะได้กำไรในหุ้นมีหลายแบบขอแค่คุณตั้งใจศึกษาและเลือกวิธีแบบที่เหมาะสมกับจริตและนิสัยของคุณ ไม่ซื้อหุ้นง่ายๆ เพราะแค่อยากรวยลัด ถ้าคุณไม่ศึกษา ไม่มีแผนการ และขาดวินัย ไม่ว่าคุณจะเล่นสั้นหรือยาวผมรับรองว่าคุณจะต้องเสียเงินจากตลาดหุ้นแน่นอนครับ
 

Comments
แชร์บทความนี้
Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedInEmail this to someonePrint this page
error: Content is protected !!