การแบ่งประเภทหุ้นตามหลักของ ปีเตอร์ ลินซ์

แชร์บทความนี้
Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedInEmail this to someonePrint this page

การรู้จักแบ่งประเภทของหุ้นจะทำให้เรารู้จักและเข้าใจธุรกิจของบริษัทต่างๆมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเราอย่างมากเวลาที่เราจะเลือกซื้อหรือขายหุ้นซักตัว ปีเตอร์ ลินซ์ ได้แบ่งประเภทของหุ้นออกเป็น 6 ประเภท มาดูกันว่าหุ้นแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไรบ้าง 

หุ้นโตช้า (Slow Growers)
มักจะเป็นหุ้นของกิจการที่มีขนาดใหญ่และอยู่มายาวนาน การเติบโตของกำไรจะประมาณ 2-4% ต่อปี อาจใกล้เคียงหรือสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย หุ้นในกลุ่มนี้อาจจะเคยเป็นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างร้อนแรงมาก่อนในอดีต แต่เมื่ออยู่มาถึงจุดหนึ่งบริษัทไม่สามารถเติบโตหรือขยายกิจการออกไปอย่างรวดเร็วได้อีก ปกติหุ้นในกลุ่มนี้มักจะจ่ายปันผลให้ค่อนข้างดีและสม่ำเสมอเนื่องจากทางผู้บริหารไม่ได้นำเงินกำไรที่ได้มาไปขยายกิจการต่อมากนักเลยมีเงินเหลือนำมาจ่ายเป็นปันผลให้กับผู้ถือหุ้น

หุ้นแข็งแกร่ง(Stalwarts)
มักจะเป็นหุ้นของกิจการที่แข็งแกร่งและสินค้าเป็นที่นิยม บริษัทในกลุ่มนี้มักจะมีอัตราการเติบโตของกำไรประมาณ 10-20% ต่อปี โดย ปีเตอร์ ลินซ์ ได้ยกตัวอย่างหุ้นในกลุ่มนี้เช่น Coca Cola, Procter and Gamble, Colgate-Palmolive และในสถานการณ์ปกติถ้าคุณซื้อหุ้นในกลุ่มนี้และได้กำไรถึง 50% คุณก็ควรจะพอใจแล้ว โอกาสที่หุ้นในกลุ่มนี้จะขึ้นแบบหลายๆเท่าตัวนั้นเป็นไปได้ยาก เว้นแต่ว่าบริษัทได้มีแผนพัฒนากิจการและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ทำให้บริษัทได้กำไรเติบโตมากกว่าปกติ อย่างไรก็ตามหุ้นในกลุ่มนี้มักจะทนทานวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีและเป็นเพื่อนที่ดีในยามวิกฤตเพราะมีกิจการที่แข็งแกร่ง สินค้าเป็นที่นิยมและเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้คนทั่วไปต้องใช้ ถึงแม้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจผู้คนก็ยังใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทในกลุ่มนี้

หุ้นโตเร็ว (Fast Growers หรือ Growth Stocks)
ปีเตอร์ ลินซ์ กล่าวว่าเค้าชอบลงทุนหุ้นในกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ถ้าเลือกดีๆ อาจจะเจอหุ้นที่ราคาจะขึ้นไปเป็นสิบเท่าหรือร้อยเท่าในอนาคต หุ้นในกลุ่มนี้มักจะเป็นบริษัทเล็กๆที่มีอัตราการเติบโตที่สูงประมาณ 20 – 25% ต่อปี บริษัทในกลุ่มนี้อาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วก็ได้ และมักจะมีความเสี่ยงสูงในบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นานนัก ถ้าเรามีหุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้นโตเร็วสิ่งสำคัญคือเราต้องวิเคราะห์ให้ออกว่ากิจการนั้นจะหยุดโตเมื่อไหร่

หุ้นวัฎจักร (Cyclicals)
เช่น หุ้นในกลุ่มยานยนต์ สายการบิน เดินเรือ เหล็ก ปิโตรเคมี ถ่านหิน
กำไรของบริษัทในกลุ่มนี้จะขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจและอุปสงค์อุปทานในแต่ละช่วง ซึ่งส่งผลให้บางปีบริษัทมีกำไรดีมากและบางปีกลายเป็นกำไรน้อยหรืออาจจะขาดทุน ถ้าจะถือหุ้นกลุ่มนี้เราจะต้องวิเคราะห์จับจังหวะให้ได้ว่าช่วงไหนที่กิจการเริ่มฟื้นตัวและช่วงไหนที่กิจการเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย ถ้าเข้าถูกช่วงคุณก็จะได้กำไรมหาศาลอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเข้าผิดช่วงคุณก็เสียเงินได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน หุ้น BANPU ของไทยก็จัดได้ว่าเป็นหุ้นวัฎจักร ทำธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหิน อยากให้คุณลองไปเปิดกราฟราคาย้อนหลังของหุ้นตัวนี้ตั้งแต่ช่วงปี 2551 – 2556 ดูครับ

หุ้นฟื้นตัว (Turnarounds)
บริษัทในกลุ่มนี้มักจะประสบปัญหาจนทำให้กิจการแย่หรือขาดทุนในอดีต หรือบางบริษัทอาจจะแย่ถึงขั้นใกล้เจ๊งแต่ไม่เจ๊งและในภายหลังบริษัทได้กลับมามีกำไรได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้ ปรับเปลี่ยนกิจการใหม่ หรือขายส่วนของกิจการที่ไม่ทำกำไรออกไป หุ้นประเภทนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงถ้าเราวิเคราะห์กิจการผิด แต่ถ้าเราวิเคราะห์ถูกก็ถือว่าเป็นหุ้นประเภทที่เราจะได้กำไรมหาศาล

หุ้นสินทรัพย์ (Asset Plays)
บริษัทในกลุ่มนี้จะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของหุ้น ที่ดิน อาคาร หรือสินทรัพย์มีค่าอื่นๆ ที่คนทั่วไปอาจนึกไม่ถึง บางทีอาจเป็นสินทรัพย์ที่ทางบริษัทซื้อไว้มานานหลายปีแล้วและในวันนี้ราคาสินทรัพย์เหล่านี้ได้พุ่งขึ้นไปมาก ถ้าจะซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ควรจะหาหุ้นของบริษัทที่เราวิเคราะห์แล้วว่าราคาตลาดยังต่ำอยู่เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ต่างๆทั้งหมดที่บริษัทมี แต่อย่างไรก็ตามการเล่นหุ้นในกลุ่มนี้คุณต้องรอว่าเมื่อไหร่ราคาหุ้นในตลาดถึงจะสะท้อนราคาสินทรัพย์ที่แท้จริงของบริษัทครับ

คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ "One Up on Wall Street" ของ ปีเตอร์ ลินซ์ นะครับ ในหนังสือปีเตอร์ ลินซ์ ได้ยกตัวอย่างหุ้นในอเมริกาให้ดูด้วยพร้อม story ประกอบ อย่างไรก็ตามสำหรับผมแล้วผมชอบหุ้นประเภทโตเร็วมากที่สุดครับ

Comments
แชร์บทความนี้
Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedInEmail this to someonePrint this page
error: Content is protected !!