Candlesticks กราฟแท่งเทียน

แชร์บทความนี้
Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedInEmail this to someonePrint this page

กราฟแท่งเทียนถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) ใช้คาดการณ์ทิศทางของราคาหุ้นในอนาคต รวมถึงการดูเทรนของราคาหุ้นที่ผ่านมาทั้งในอดีตและปัจจุบันโดยสังเกตจากรูปแบบการเรียงตัวกันของแท่งเทียนแต่ละแท่งในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

กราฟแท่งเทียนถูกคิดค้นโดยชาวญี่ปุ่นชื่อ Munehisa Homma ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 โดยแรกเริ่มนั้นเขาได้ใช้กราฟแท่งเทียนในการวิเคราะห์ราคาข้าว ต่อมาได้มีผู้ประยุกต์นำกราฟแท่งเทียนไปใช้วิเคราะห์ค่าดัชนีหรือราคาสินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้น ทองคำ ค่าเงิน โดยการนำราคาหรือค่าดัชนีมา plot ลงในกราฟแท่งเทียน แท่งเทียน 1 แท่งจะแสดงราคาเปิด ปิด สูงสุด และต่ำสุด ของช่วงเวลา (Time Frame) ที่เรากำหนด เช่น 1 สัปดาห์ 1 วัน  120 นาที หรือช่วงเวลาอื่นที่สั้นหรือยาวกว่านี้ก็ได้ โดยแท่งเทียนแต่ละแท่งเมื่อถูกแสดงเรียงกันไปเรื่อยๆจะทำให้เราเห็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ประโยชน์หลักๆของกราฟแท่งเทียนก็คือใช้ดูแนวโน้มของราคาในอดีตที่ผ่านมาหรือดู Trend ของราคาในปัจจุบันว่าเป็น Uptrend, Downtrend หรือ Sideways และมีนักวิเคราะห์บางคนนำข้อมูล Pattern ของราคาที่เกิดขึ้นไปใช้ทำนายแนวโน้มความน่าจะเป็นของราคาในอนาคต โดยใช้กราฟแท่งเทียนร่วมกับ Indicator ต่างๆ รวมถึงใช้หาจุดกลับตัวของราคาหุ้น (Reversal Pattern) โปรแกรมดูกราฟที่เป็นของฟรีและนิยมใช้ก็คือ efin และ Liberty ซึ่งส่วนมากทุกโบร๊คเกอร์จะมีให้ลูกค้าใช้กันอยู่แล้ว

รูปกราฟข้างล่างนี้ผมใช้โปรแกรม efin แสดงค่าดัชนีของ SET Index ในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 56 จนถึงเดือนมิถุนายนปี 57  โดยตั้งค่า Time Frame ให้เป็น Day (หมายความว่าแท่งเทียนหนึ่งแท่งแสดงข้อมูลราคาเปิด ปิด สูงสุด และต่ำสุด ที่เกิดขึ้นในหนึ่งวัน) ถึงแม้ตอนนี้ถ้าเรายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนมากนักแต่เราก็พอจะมองออกจากในรูปว่าช่วงปลายปี 2556 ดัชนีเป็นขาลง แต่ดัชนีได้สิ้นสุดขาลงและเริ่มปรับตัวขึ้นมาเรื่อยๆตั้งแต่ในช่วงต้นปี 57 

graphSET ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าแท่งเทียนหนึ่งแท่งบอกอะไรกับเราได้บ้าง ดูรูปข้างล่างนี้ประกอบครับ

Open คือราคาเปิด, Close คือราคาปิด, High คือราคาสูงสุด, Low คือราคาต่ำสุด
Upper Shadow คือบริเวณใส้เทียนด้านบน, Lower Shadow คือบริเวณใส้เทียนด้านล่าง, Real Body คือบริเวณที่เป็นตัวแท่งเทียน

ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด Real Body จะเป็นสีเขียว (บางโปรแกรมแทนด้วยสีขาวหรือเป็นแท่งใส) แต่ถ้าต่ำกว่าราคาเปิด Real Body ก็จะเป็นสีแดง (บางโปรแกรมแทนด้วยสีดำหรือสีทึบ) ในบางกรณีเราจะไม่เห็นความสูงของ Real Body (จะเห็นเป็นแค่ขีด) ถ้าราคาเปิดเท่ากับราคาปิดCandlestickMeaningการวิเคราะห์กราฟแท่งเทียนส่วนใหญ่มักจะทำควบคู่กับการใช้ Indicator ต่างๆประกอบ เช่น MACD, RSI, Volume หรือการลาก Trend Line ที่จุดสำคัญๆในกราฟแท่งเทียนเพื่อหาแนวรับแนวต้าน รวมถึงดู Pattern ความน่าจะเป็นของการกลับตัวของราคาโดยการดูลักษณะของกลุ่มแท่งเทียนตั้งแต่หนึ่งถึงสามแท่งขึ้นไป ผมจะทยอยอธิบายวิธีการต่างๆเหล่านี้ในบทความถัดไปครับ 

ก่อนจะจบบทนี้ผมมีการบ้านอยากให้คุณลองไปทำดู ให้เปิดโปรแกรมกราฟขึ้นมาแล้วเลือกหุ้นมาพิจารณาซักตัว ดูว่าแท่งเทียนที่แสดงแต่ละแท่งมีหน้าตารูปร่างเป็นอย่างไร คุณอาจจะเห็นบางแท่งมีใส้เทียนที่ยาวมาก บางแท่งไม่มีใส้เทียนเลย ลองสังเกตดูว่าราคาเปิด ปิด สูงสุด ต่ำสุด ของแต่ละแท่งมีผลทำให้รูปร่างของแท่งเทียนเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ลองทดสอบตั้ง Time Frame ดูหลายๆแบบเช่น ถ้าเราตั้ง Time Frame เป็น Day เราก็ลองใ้ห้โปรแกรมแสดงราคาหุ้นหรือดัชนีตั้งแต่ต้นปีที่แล้วถึงปัจจุบัน หรือถ้าเราตั้ง Time Frame เป็น 60 Minutes  เราก็ลองให้โปรแกรมแสดงราคาในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ดูรูปแบบการขึ้นลงของราคาและสังเกตดูด้วยว่าจากจุดสิ้นสุดขาลงไปจุดเริ่มต้นของขาขึ้นหน้าตาของกลุ่มแท่งเทียนตรงช่วงจุดกลับตัวเป็นอย่างไร หรือในทางกลับกันดูว่าจุดสิ้นสุดข้าขึ้น และตอนที่ราคานิ่งหรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆนานๆ เป็นอย่างไร ลองทำดูนะครับในขั้นแรกแค่ให้ลองสังเกตเฉยๆก่อนครับ

 

Comments
แชร์บทความนี้
Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedInEmail this to someonePrint this page
error: Content is protected !!